ทำความรู้จักกับออปชันแบบง่าย ๆ
24 มีนาคม 2568 · อ่าน 5 นาที
📍 ออปชันคืออะไร ?
ออปชันคือสัญญาที่ให้สิทธิ์แก่นักลงทุนในการ “ซื้อ” หรือ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ในราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า และภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยนักลงทุนมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ์นั้นหรือไม่ก็ได้
💵 ประโยชน์ของออปชัน
- ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
- สร้างโอกาสทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง
- เพิ่มผลตอบแทน (ความเสี่ยงเพิ่มตาม)
🔪 ออปชันแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ
1. ออปชันคอล หรือสิทธิ์ในการซื้อ (Call Options) เป็นสัญญาที่ให้สิทธิ์แก่นักลงทุนในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด
เหมาะสำหรับคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์จะเพิ่มสูงขึ้น
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนมีเพื่อนมาบอกเราว่า จะขายหุ้น Z ในราคา 100 ดอลลาร์ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 เดือนข้างหน้า
ซึ่งหากราคาหุ้น Z เกิน 100 ดอลลาร์ เราก็คงใช้สิทธิ์ซื้อที่เพื่อนเสนอมา กลับกันหากราคาหุ้น Z ไม่ถึง 100 ดอลลาร์ เราก็ไม่ใช้สิทธิ์ สิ่งนี้เองที่เรียกว่า ออปชันคอล
ตัวอย่างการใช้ออปชันคอลเช่น หากคาดว่าหุ้น NVIDIA (NVDA) จะราคาสูงขึ้นในอนาคต เราสามารถซื้อออปชันคอล เพื่อสิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
2. ออปชันพุท หรือสิทธิ์ในการขาย (Put Options) เป็นสัญญาที่ให้สิทธิ์แก่นักลงทุนในการขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด
เหมาะสำหรับคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์จะลดต่ำลง
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนมีเพื่อนมาบอกเราว่า จะรับซื้อหุ้น Y ในราคา 80 ดอลลาร์ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 เดือนข้างหน้า
ซึ่งหากราคาหุ้น Z ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ เราก็คงใช้สิทธิ์ขายให้เพื่อน กลับกันหากราคาหุ้น Z สูงกว่า 80 ดอลลาร์ เราก็ไม่ใช้สิทธิ์ สิ่งนี้เองที่เรียกว่า ออปชันพุท
ตัวอย่างการใช้ออปชันพุทเช่น หากคาดว่าหุ้น Tesla (TSLA) จะราคาลดลงในอนาคต เราสามารถซื้อออปชันพุท เพื่อสิทธิ์ขายหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
======
วิธีเข้าใช้งานฟีเจอร์ออปชันหุ้นสหรัฐฯ บนแอป Dime!
🎯 รูปแบบการใช้งานออปชันบนแอป Dime!
- Long Call: ซื้อออปชันคอล เมื่อคาดว่าราคาหุ้นจะสูงขึ้นในอนาคต ผลตอบแทนสามารถทวีคูณได้เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นโดยตรง
- Long Put: ซื้อออปชันพุทเมื่อคาดว่าราคาหุ้นจะต่ำลง เพื่อทำกำไรในตลาดขาลง
- Protective Put: เมื่อเรามีหุ้นอยู่แล้ว แต่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่ลดลงในอนาคต สามารถซื้อออปชันพุท เป็นการประกันความเสี่ยงได้
- Straddle: การซื้อออปชันคอลและออปชันพุท พร้อมกัน เหมาะสำหรับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ไม่ว่าจะจากข่าวดีหรือข่าวร้าย เช่น สงครามการค้า, การปรับลดดอกเบี้ย หรือการเลือกตั้งก็ตาม
โดยทั้ง 4 รูปแบบการใช้งานนี้จะจำกัดผลขาดทุนเท่ากับจำนวนเงินที่เราซื้อออปชัน นึกง่าย ๆ ว่าเหมือนหุ้น ที่ขาดทุนมากสุดคือเหลือ 0
ขณะที่ Long Call และ Straddle ไม่จำกัดผลกำไรด้วย
รูปแบบการใช้งานออปชันอื่น ๆ
- Short Call: ขายออปชันคอล เมื่อมองว่าหุ้นที่อ้างอิงมีทิศทางขาลงแบบไม่ชัดเจน โดยจะได้กำไรตามราคาออปชัน เมื่อราคาหุ้นปัจจุบัน “ต่ำกว่า” ราคาใช้สิทธิ์
- Short Put: ขายออปชันพุท เมื่อมองว่าหุ้นที่อ้างอิงมีทิศทางขาขึ้นแบบไม่ชัดเจน โดยจะได้กำไรตามราคาออปชัน เมื่อราคาหุ้นปัจจุบัน “สูงกว่า” ราคาใช้สิทธิ์
เราสามารถทำผลตอบแทนจากออปชันได้ 2 วิธี
1. ใช้ออปชันเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง เมื่อราคาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ ก่อนวันครบกำหนดอายุ
2. ซื้อขายออปชัน แทนการใช้สิทธิ์ออปชัน
🔢 ตัวเลขสำคัญที่ต้องรู้เมื่อใช้ออปชัน
- ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price): ราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้าสำหรับซื้อหรือขายสินทรัพย์
- ราคาออปชัน : ราคาที่นักลงทุนต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์
โดยถึงแม้ออปชันจะอ้างอิงสินทรัพย์เดียวกัน แต่หากวันครบกำหนดอายุต่างกัน ราคาออปชันก็แตกต่างกันได้
ออปชันที่เหลือวันครบกำหนดอายุมากกว่า จะมีราคาออปชันที่สูงกว่า เพราะมีเวลาให้ราคาสินทรัพย์ได้ขยับอีกมาก
- วันครบกำหนดอายุของออปชัน: ออปชันจะมีอายุจำกัด ดังนั้นต้องซื้อขายหรือใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนด
✍️ ตัวอย่างเพื่อเข้าใจง่าย ๆ
กรณีออปชันคอล
หุ้น A ปัจจุบันราคา 100 ดอลลาร์ คาดว่าราคาจะสูงขึ้นใน 3 เดือนหน้า จึงซื้อออปชันคอลที่มี:
- ราคาใช้สิทธิ์ 105 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- ราคาออปชัน 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ดังนั้นจุดคุ้มทุน = ราคาใช้สิทธิ์ + ราคาออปชัน = 105 + 5 = 110 ดอลลาร์
หากราคาหุ้น A สูงกว่า 110 ดอลลาร์ เราจะได้กำไร เช่น ราคาหุ้นขึ้นไปที่ 115 ดอลลาร์ เราจะได้กำไร 115 - 105 - 5 = 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น
อย่างไรก็ตาม 1 สัญญาของออปชันคือให้สิทธิ์ในการซื้อหรือขายหุ้นอ้างอิงจำนวน 100 หุ้น
ดังนั้นเราจะได้กำไร = 5 x 100 = 500 ดอลลาร์
กลับกันหากราคาหุ้น A ไม่เกิน 110 ดอลลาร์ เราจะขาดทุนจำกัดที่ราคาออปชัน คือ 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือขาดทุนทั้งหมด = 5 x 100 = 500 ดอลลาร์
กรณีออปชันพุท
หุ้น B ปัจจุบันราคา 100 ดอลลาร์ คาดว่าราคาจะลดลงใน 3 เดือนหน้า จึงซื้อออปชันพุทที่มี:
- ราคาใช้สิทธิ์ 90 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- ราคาออปชัน 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ดังนั้นจุดคุ้มทุน = ราคาใช้สิทธิ์ - ราคาออปชัน = 90 - 10 = 80 ดอลลาร์
หากราคาหุ้น B ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ เราจะได้กำไร เช่น ราคาหุ้นลดลงมาที่ 75 ดอลลาร์
กลับกันหากราคาหุ้น B ไม่ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ เราจะขาดทุนจำกัดที่ราคาออปชัน คือ 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือขาดทุนทั้งหมด = 10 x 100 = 1,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขาดทุนจะจำกัดที่ราคาออปชัน แต่ต้องไม่ลืมว่า แต่ละสัญญาของออปชันคือ 100 หุ้น ดังนั้นผลขาดทุนจะทวีคูณ ต่างจากการซื้อขายหุ้นนั้น ๆ โดยตรง
💡 สรุป 3 สถานะของออปชัน
1. Out of the Money (OTM) หรือ สัญญาออปชันที่ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ในระดับราคาที่ยังไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เนื่องจากหากใช้สิทธิ์ไปก็ไม่ได้กำไร
- สำหรับออปชันคอล คือ สัญญาที่มีราคาใช้สิทธิ์สูงกว่าราคาหุ้นอ้างอิงในปัจจุบัน
- สำหรับออปชันพุท คือ สัญญาที่มีราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าราคาหุ้นอ้างอิงในปัจจุบัน
2. In the Money (ITM) หรือ สัญญาออปชันที่ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ในระดับราคาที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยหากใช้สิทธิ์ทันที นักลงทุนจะได้กำไร
- สำหรับออปชันคอล คือ สัญญาที่มีราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าราคาหุ้นอ้างอิงในปัจจุบัน
- สำหรับออปชันพุท คือ สัญญาที่มีราคาใช้สิทธิ์สูงกว่าราคาหุ้นอ้างอิงในปัจจุบัน
3. At the Money (ATM) หรือ สัญญาออปชันที่ราคาใช้สิทธิ์เท่ากับราคาปัจจุบันของสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจพบได้ยากมาก ๆ เนื่องจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาออปชัน
1. ราคาสินทรัพย์อ้างอิง ยิ่งเพิ่มเรื่อย ๆ คนยิ่งอยากใช้ออปชันคอลในการซื้อ ทำให้ราคาออปชันคอลเพิ่มตาม ตรงกันข้ามกับออปชันพุท เพราะเราสามารถขายในราคาที่สูงได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้ออปชัน
2. ราคาใช้สิทธิ์ ยิ่งสูง ส่งผลให้ราคาออปชันคอลยิ่งต่ำ กลับกันกับออปชันพุท
3. ความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิง ยิ่งความไม่แน่นอนสูง คนยิ่งต้องการออปชัน ส่งผลให้ราคาออปชันเพิ่มตาม
4. อายุของออปชัน ยิ่งมีระยะเวลาในการใช้สิทธิ์มาก คนก็ยิ่งมีโอกาสใช้สิทธิ์ออปชันสูง ดังนั้นราคาออปชันจึงเพิ่มตาม
5. อัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ ส่วนใหญ่ ราคาของออปชันจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น โดยราคาออปชันคอลจะสูงขึ้นเมื่อดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับราคาออปชันพุท
6. เงินปันผล หากสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น จ่ายปันผล สิ่งที่ตามมาคือยิ่งหุ้นจ่ายปันผลมาก ราคาหุ้นจะร่วงมากเช่นกัน ดังนั้นปัจจัยนี้จึงส่งผลต่อราคาออปชัน ในทิศทางตรงข้ามกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน